โรงเรียนวัดนาขุนแสน (แกละประชานุกูล)

หมู่ที่ 4 บ้านบ้านนาขุนแสน ตำบล สวนผึ้ง อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี 70180

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

032 240189

เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แน่นอนว่าหายคนก็มองว่าความรู้สึกของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่ไม่ได้เลวร้ายอะไรหากเราจะเศร้าบ้าง ทุกข์บ้าง มีความสุขคละเคล้ากันไป มันเหมือนกับเป็นรสชาติของชีวิตที่เราเองอาจจะไม่สามารถปรุงแต่งได้เสียทั้งหมด เพราะบางครั้งสถานการณ์หรือความเป็นไปของชีวิตก็นำพาให้เรานั้นรู้สึกแตกต่างกันออกไป ไม่ใช่ว่าการที่เราพบเจอสิ่งดีๆหรือโอกาสสำคัญแล้วจะต้องรู้สึกมีความสุขเสมอไปเสียเมื่อไร

บางครั้งเราอาจจะไม่รู้สึกหรือมองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญเลยก็ได้ บนโลกนี้มีอีกหลากหลายเรื่องที่มนุษย์อย่างเราๆมองแตกต่างกันออกไป ไม่ใช่ว่าเราจะมองไปที่จุดเดียวกันและคิดเหมือนกัน ความคิดเป็นเรื่องที่ห้ามหรือชี้แนวทางให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ยาก และยิ่งในปัจจุบันพวกเราก็มีโลกออนไลน์ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมถึงกันอย่างรวดเร็วไปเสียหมด ภาพ เสียง ต่างๆถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์มต่างๆแม้เราจะไม่ได้ตั้งใจหรือคาดหวังให้มันเกิดขึ้นก็ตาม

ในปัจจุบันผู้คนเริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและความเชื่อหลายอย่างไปค่อนข้างมาก หลายคนให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์บนโลกโซเชียลมากไปกว่าโลกจริงของพวกเขา พวกเขาต้องการยอดไลค์ และคอมเมนท์จำนวนมากเพราะนั่นจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเขาก็ถือข้อนั้นสำคัญที่สุดอยู่ดี ไม่แน่ว่าในอนาคตพวกเราจะได้เห็นทุกคนเอาแต่สนใจโลกออนไลน์ก็เป็นได้ และที่เห็นได้ชัดมากๆก็คือการแสดงความคิดเห็นเชิงลบที่มีผู้ใช้แสดงออกมาได้อย่างเปิดเผยมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

หรือพูดง่ายๆว่า พวกเขาไม่ได้กลัวเลยว่าพูดร้ายๆกับใครลงไป และหากเป็นตัวจริงของพวกเขา พวกเขาจะกล้าพูดสิ่งเหล่านั้นออกมาหรือไม่ ที่เราเรียกว่า นักเลงคีย์บอร์ด นั่นเอง เรื่องราวของเพื่อนสาวของฉันเธอชื่อ ข้าวปุ้น เธอเป็นเด็กที่มีความสดใสร่าเริงมาก มองโลกในแง่ดี และมักจะให้โอกาสคนอยู่เสมอ ข้าวปุ้นจึงเป็นที่รักของเพื่อนๆทั้งในห้องเดียวกันและต่างห้อง อีกทั้งข้าวปุ้นยังมีน้ำใจมาก เธอได้รับคำชมจากคุณครูและพ่อแม่ของเพื่อนๆอยู่เสมอว่าเป็นเด็กน่ารัก แต่แล้ว วันหนึ่งชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป

เมื่อมีคนแอบนำภาพที่เธอเปลี่ยนชุดในห้องเปลี่ยนชุดมาโพสต์ลงโซเชียล มันเผยให้เห็นรสนิยมการแต่งตัวของเธอ หลายคนก็ต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปว่า ไม่คิดว่าเด็กสาวเรียบร้อยอย่างเธอจะชอบแต่งตัวแนวนี้ จากนั้นทุกคนก็นำเรื่องของเธอมาพูดอย่างสนุกปาก ราวกับว่ามันเป็นเรื่องขบขันและไม่ได้คิดถึงจิตใจของข้าวปุ้นเลยที่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ตอนนั้นเพื่อนสนิทของข้าวปุ้นโกรธมาก มีคนหนึ่งเธอชื่อ อันนา เธอเป็นเด็กสาวที่ไม่ชอบให้ใครโดนรังแกมากที่สุดและคอยปกป้องเพื่อนสาวของเธอเสมอมาเพราะนิสัยห้าวๆของเธอทำให้คนอื่นๆต่างก็กลัวเธอทั้งนั้น แน่นอนว่าครั้งนี้ทำให้อันนาถึงกับหัวเสีย

เธอบอกว่าจะทำเกินไปแล้วและจะไปหาเรื่องทุกคนที่พูดถึงเรื่องนี้ รวมถึงรวบตัวคนที่แอบเอาภาพของข้าวปุ้นมาลงจนเสียชื่อเสียงและกลายเป็นแบบนี้ แต่ข้าวปุ้นก็เอาแต่ร้องไห้และบอกว่าเธอคงจะทำให้ใครไม่ถูกใจถึงทำแบบนี้กับเธอ มันเป็นเพราะเธอเองบางทีข้าวปุ้นอาจจะสมควรแล้วที่โดนแบบนี้

แต่อันนาไม่ฟังและตอบกลับว่าไม่มีใครสมควรจะโดนแบบนี้ทั้งนั้น เพราะนี่มันเกิดไป สามารถแจ้งจับเลยก็ได้ข้อหาทำผิดพรบ.คอมพิวเตอร์และอื่นๆอีกหลายกระทง อันนาบอกว่าข้าวปุ้นต้องเปลี่ยนความคิดและอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ข้าวปุ้นร้องไห้หนักกว่าเก่าทำให้อันนารู้สึกผิดเลยดึงตัวเธอเข้ามาสวมกอดไว้แน่น อันนาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจของเพื่อนคนนี้แม้แต่น้อยแต่เพราะความโกรธเธอจึงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้นั่นเอง แต่อันนาก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนความคิดเธอยังคงดำเนินการตามแผน ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนสาวอีกสามคนที่รักและรู้สึกโกรธที่ข้าวปุ้นต้องโดนทำแบบนี้ก็ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

โดยที่ตัวข้าวปุ้นนั้นไม่ได้รู้เรื่อง เพื่อนอีกหลายคนพยายามพาข้าวปุ้นไปทำกิจกรรมต่างๆเพื่อหลีกหนีเสียงนินทาร้ายๆจากคนที่อิจฉาเธอมาโดยตลอด นั่นทำให้ข้าวปุ้นรู้สึกสบายใจและทุเลาความโศกเศร้าไปได้บ้าง แต่เมื่อกลับบ้านข้าวปุ้นได้อยู่คนเดียวเธอก็ยังไปอ่านคอมเมนท์พวกนั้นอีก เวลาอยู่ตามลำพังข้าวปุ้นเอาแต่ร้องไห้ ข้าวปลาก็ไม่กิน จนร่างกายเธอซูบผอมไปหมดแล้ว

พ่อแม่ถามอะไรเธอก็ไม่ได้บอกเพราะไม่อยากให้พวกเขาต้องมาหนักใจกับเรื่องเด็กๆอย่างเธอ เธอคิดแบบนั้น ทุกคืนที่เธอนอนร้องไห้มันทรมาณมาก และมันก็เดินทางมาถึงขีดสุกเพราะตอนนี้เธอเหมือนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว เช้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาในชุดนักเรียนตัวเมื่อวาน ใช่…เธอไม่ได้เปลี่ยนมันออก เธอนอนทั้งแบบนั้นเพราะเธอหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตแล้ว

เธอคิดว่าการอยู่ต่อของเธอนั้นเป็นเรื่องไม่จำเป็น อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก ต้องทำให้ทุกคนคอยเดือดร้อนไปหมด การเป็นคนดีของเธอมันไม่ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อยพวกคนใจร้ายก็ยังทำแบบนี้กับเธอ ข้าวปุ้นเดินออกจากบ้านหลังจากที่พ่อและแม่ไปทำงานแล้ว เธอเดินหัวกะเซอะกะเซิงไปยังสะพานสูงที่ข้างล่างเป็นแม่น้ำ เธอคิดจะกระโดดสะพานฆ่าตัวตาย แต่ว่าโชคดีที่มีพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นเดินผ่านมาและพยายามเกลี้ยกล่อม เธอรับฟังและขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงเธอ

แต่เธอก็ยิ้มและทิ้งร่างลงไปยังแม่น้ำแห่งนั้นอยู่ดี แต่มีผู้ชายคนหนึ่งที่มองจากด้านล่าง เขาก็รีบว่ายน้ำไปช่วยเธอทันที เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเพราะว่าข้าวปุ้นยังไม่เสียชีวิตแต่ด้วยแรงกระแทกทำให้อวัยวะภายในของเธอเสียหายหลายส่วน ม้ามของเธอแตก และกระดูกยังหักอีกด้วย ผู้ชายคนนั้นเร่งมือกู้ชีพเธออย่างคล่องแคล่วและขอให้คนแถวนั้นเรียกรถพยาบาลโดยด่วน ทราบทีหลังว่าเขาคนนั้นเป็นหมอ

เขาสามารถช่วยชีวิตของเด็กสาวไว้ได้ และยังช่วยออกค่ารักษาให้ เขาถามเธอว่าทำไมแป็นแบบนั้นและปรึกษากับเพื่อนที่เป็นจิตแพทย์ก็พบว่า “ข้าวปุ้นกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า”